เที่ยวให้สุดที่ บึงกาฬ ไปเลย

แนะนำจังหวัดน้องใหม่ 'บึงกาฬ' จังหวัดหมายเลข 77 ของประเทศไทย
จังหวัดบึงกาฬที่หลายคนยังสงสัยว่าจังหวัดนี้ตั้งอยู่ไหนกันหนอ? จังหวัดนี้ เคยมีสถานะเป็น อ.บึงกาฬ ส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวจังหวัดหนองคายไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราวๆ 136 กิโลเมตร และมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงเป็นแนวยาว เป็นพรมแดนกั้นระหว่างประเทศไทยกับแขวงบริคำไชย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่หลังจากประกาศเป็นจังหวัดบึงกาฬเมื่อกลางปีที่แล้ว ก็ได้รวมอำเภออีก7 แห่งที่อยู่ใกล้เคียงกันมารวมไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งจังหวัดคือ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ซึ่งในแต่ละอำเภอก็จุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ถ้ามีโอกาสก็น่าจะได้เดินทางไปเยือนกันสักครั้ง สำหรับใครที่สนใจคราวนี้ กรุ๊ปคาร์เรนท์ รถเช่าอุดรธานี รวบรวมสุดยอดที่เที่ยวของจังหวัดใหม่แห่งนี้มาให้นักเดินทางได้ชื่นชมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ก่อนใคร การเดินทางไปจังหวัดบึงกาฬ  จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดสระบุรีแล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านจังหวัดนครราชสีมา-จังหวัดขอนแก่น- จังหวัดอุดรธานี-จนถึงจังหวัดหนองคายและจากหนองคายสู่อำเภอบึงกาฬ โดยจะผ่านอำเภอโพนพิสัย กิ่งอำเภอรัตนวาปี อำเภอปากคาด รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 751 กิโลเมตร หรือเพื่อความสะดวกสบายท่านสามารถ โดยสารเครื่อบินไปลงที่สนามบินจังหวัดอุดรธานี เช่ารถหรือนั่งรถโดยสารไปต่อได้


บึงโขงหลง (อ. บึงโขงหลง)
               บึงโขงหลง ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์นก โดยเฉพาะนกน้ำที่ย้ายถิ่นเข้ามาในช่วงฤดูหนาว ทั้งห่านป่า นกเป็ดน้ำ นกยาง นกกระเต็น มีจุดดูนกอยู่ดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง บริเวณบึงยังมีหาดคำสมบูรณ์ที่มีหาดทรายทอดยาวในช่วงฤดูหนาว เป็นแหล่งพักผ่อนและชมวิวทิวทัศน์ มองเห็นภูลังกาเป็นฉากหลังบึงโขงหลงเป็นแหล่งน้ำจืดปิดรูปเขาวัวแคบ ๆ เกิดขึ้นจากคลองและลำธารหลายสายไหลมารวมกัน บึงมีความยาวประมาณ 13 กิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 50-100 เซนติเมตร โดยจุดที่ลึกที่สุดมีความลึก 6 เมตร มีพื้นที่กว่า 8,062 ไร่ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบแม่น้ำสงคราม ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำไหลออกจากบึงก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ในบึงมีเกาะแก่งอยู่มากมาย เช่น ดอนแก้ว ดอนโพธิ์ ดอนน่อง ดอนสวรรค์ บนเกาะแก่งเหล่านี้เป็นป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์ ริมบึงมีเขื่อนเพื่อป้องกันตลิ่งพัง และมีประตูน้ำอยู่ที่ปลายสุดทางทิศใต้ของบึง พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่เป็นที่ราบ แต่มีเนินสลับขึ้นลงอยู่บ้าง มีชุมชนเมืองตั้งอยู่ด้านปลายสุดทางทิศใต้ของบึง และพื้นที่รอบบึงส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อทำนาข้าวพื้นที่รอบ ๆ บึงมีพืชขึ้นอยู่หลายชนิด เช่น ยาง ตะแบกแดง ประดู่ป่า ตะเคียนทอง ส่วนบนเกาะแก่งในบึงจะพบหว้า ไทร มะเดื่อ และตะแบกนา ป่าดิบแล้งบนดอนสวรรค์ประกอบไปด้วยไม้ยืนต้นอย่างตะแบก กระบก แสมขาว พญาสัตบรรณ กันเกรา กระบาก กกสามเหลี่ยม ริมฝั่งบึงบริเวณที่เป็นป่าและทุ่งหญ้าจะเป็นแหล่งวางไข่ของนกหลายชนิด ในบริเวณบึงพบนกอย่างน้อย 29 ชนิด โดยเป็นจำพวกนกเป็ดน้ำและนกชายน้ำ 27 ชนิด จากนกทุกชนิดที่พบ จะมีอยู่ 3 ชนิดที่เป็นนกประจำถิ่น ที่เหลืออีก 26 ชนิดเป็นนกอพยพ โดยมีนกที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามระดับนานาชาติ คือ เป็ดดำหัวดำ ส่วนนกที่มีความสำคัญระดับชาตินั้น มีนกที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย คือ นกกระสาแดง นกที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามระดับชาติ คือ เป็ดดำหัวสีน้ำตาล และนกที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม คือ เป็ดคับแค และนกกระแตหัวเทา ส่วนนกอื่น ๆ ที่อาศัยและหากินอยู่บริเวณบึง เช่น เป็ดแดง นกยางโทนน้อย นกยางเปีย นกอีแจว เป็ดลายในบึงมีปลาที่ได้รับการบันทึกแล้ว 25 ชนิด โดยมีปลาที่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม คือ ปลาดุกด้าน ในจำนวนนี้มี 8 ชนิดที่เป็นปลาในตระกูล Cyprinidae และมี 3 ชนิดที่เป็นปลาในตระกูล Anabantidae ส่วนปลาเศรษฐกิจในบึงมีอยู่ 8 ชนิด ได้แก่ ปลากระสูบจุด ปลาตะโกก ปลาสร้อยขาว ปลาสร้อยนกเขา ปลาแขยง ปลากดเหลือง ปลานิล และปลาช่อน บริเวณริมบึงจะปกคลุมไปด้วยดงของแห้วทรงกระเทียม กกสามเหลี่ยม และผักไผ่น้ำ กลางผิวน้ำของบึงจะพบบัวสายและบัวหลวง ส่วนใต้น้ำจะพบสาหร่ายหางกระรอก สันตะวาใบพาย และผักบุ้ง และพืชน้ำที่ขึ้นรอบ ๆ เกาะแก่งจะเป็นแพงพวยน้ำและบอน ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง นับเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศไทย และลำดับที่ 1098 ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว (อ. บุ่งคล้า)
                เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว  ผืนป่าใหญ่ของ จ. บึงกาฬ และเป็นป่าอนุรักษ์ที่สวยสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ภายในพื้นที่มีน้ำตกสวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกถ้ำฝุ่น น้ำตกเล็กๆ ที่เข้าถึงสะดวกที่สุด บริเวณน้ำตกมีเพิงถ้ำหลายแห่ง หรือน้ำตกชะแนน น้ำตกใหญ่ที่ไหลลัดเลาะมาตามลำห้วย แล้วตกมาเป็นน้ำตกสามชั้นอยู่ห่างกัน คือ ขัวพญานาค ชะแนน และบึงจระเข้ โดยมีน้ำตกชะแนนเป็นน้ำตกขนาดใหญ่สุด กรมป่าไม้เริ่มทำการสำรวจเบื้องต้นป่าภูวัว เมื่อ พ.ศ.2507 และพบว่าป่าแห่งนี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญ สภาพป่ามีความอุดสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม สมควรที่จะจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต่อมาในปี พ.ศ.2508 จึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่อีกคณะหนึ่งเข้าไปทำการสำรวจอย่างละเอียด และทำการรังวัดหมายขอบเขตเพื่อทำการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่อไป แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แทรกซึมของผู้ก่อการร้าย การดำเนินงานต่างๆจึงต้องหยุดชะงักลง จนถึงปี พ.ศ. 2517 เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ภายในพื้นที่ป่าภูวัว คลี่คลายลง กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการต่อไปจนสามารถนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและตราพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ป่าภูวัวให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ในท้องที่ตำบลโคกก่อง อำเภอบึงกาฬ ตำบลโพหมากแข้ง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย เมื่อปี พ.ศ.2518 มีพื้นที่ทั้งหมด 116,562  ไร่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุดของภาคเกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีอาณาเขต 2 ด้านขนานไปกับแม่น้ำโขง อยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 160 - 448 เมตร แบ่งเป็น 3 ตอน 1. บนหลังภูวัว มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันทางทิศตะวันออก แล้วค่อยลาดไปทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 84 ตารางกิโลเมตร จุดสูงสุดคือ ภูวัวหลังถ้ำสูง ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 448 เมตร ลักษณะหินบนภูวัวโดยทั่วไปเป็นหินทราย 2. ตอนล่างรอบๆ บริเวณภูวัว เนื้อที่ประมาณ 102.5 ตารางกิโลเมตร สภาพเป็นป่าดิบแล้ง ผสมป่าเบญจพรรณ 3. ส่วนของตอนบึงโขงหลง เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร เป็นบึงขนาดใหญ่ตามธรรมชาติอยู่ห่างจากภูวัวประมาณ 20 - 25 กิโลเมตร ทางด้านทิศใต้ของบึงเป็นพื้นน้ำโดยตลอด ส่วนทางทิศเหนือนอกจากมีหญ้าและพุ่มไม้แล้วยังมีเกาะอีก 4 เกาะ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ 1. ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม ฝนตกชุกทุกปี มีความชื้นเย็นสบาย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,000 - 1,700 ลูกบาศก์มิลลิเมตร อุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส 2. ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็นมีหมอกปกคลุมโดยทั่วไปอุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส 3. ฤดูร้อน       ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อากาศแห้งแล้งมักเกิดไฟป่าเป็นประจำ อุณหภูมิเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส ธรณีวิทยา:  สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินลูกรัง ทางด้าน น้ำตกชะแนน มีพื้นที่บางส่วนเป็นดินเหนียวปนดินร่วน พื้นที่หลังเขาส่วนใหญ่เป็นพื้นหินทรายและดินทราย สภาพการพังทลายปานกลาง ส่วนของหินบนหลังภูวัว ส่วนมากเป็นหินปูนมีลักษณะเป็นลานหิน


ภูทอก (อ.ศรีวิไล )
          ภูทอก ภูเขาหินทราย ที่มีวัดเจติยาคีรีวิหาร ตั้งอยู่เชิงเขา และมีสะพานไม้สร้างวนเวียนขึ้นไปสู่ยอดเขารวม 7 ชั้น เพื่อเป็นทางเดินขึ้นไปยังกุฏิและถ้ำที่อยู่ตามหลืบผา และมองเห็นความสวยงามของภูมิประเทศเบื้องล่างได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ถ้าในวันที่อากาศแจ่มใสอาจมองได้ไกลถึงเทือกเขาในเขตจังหวัดนครพนม ภูทอก เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในอาณาเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง จ.บึงกาฬ โดยมีพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ภูทอก มี 2 ลูก คือภูทอกใหญ่และภูทอกน้อยส่วนที่นักแสวงบุญและ นักท่องเที่ยวทั่วไป สามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป เป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก จุดเด่นของภูทอกก็คือ สะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้าง บรรไดเวียนไปมา รอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็มจากชั้น 1-7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบ ตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของ ยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไปนักท่องเที่ยวสามารถเดินชม แบบสะพานเวียน รอบเขาซึ่งจะได้เห็น มุมมองที่แตกต่างไปเรื่อย ๆ บันไดที่ทอดขึ้น สู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำ สัตบุรุษ ให้พ้นโลกแห่งโลกียะ สู่โลกแห่ง โลกุตระหรือโลกแห่ง การหลุดพ้นด้วย ความเพียรพยายามและมุ่งมั่น ภูทอก ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว ขึ้นในวันที่ 10 -16  เมษายน ของทุกปี  ในแต่ละย่างก้าวบันไดขึ้นภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น แตกต่างกันดังนี้ ชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยก สองทาง ทางซ้ายมือ เป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันมาก ผ่านซอกหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือ เป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า "ดงชมพู" ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกา มาอาศัย อยู่มาก จึงเรียกกันว่า "ภูรังกา" แล้วเพี้ยนมาเป็น "ภูลังกา" ในที่สุด ส่วนบนชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชีรอบชั้นมีระยะทาง ประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ ชั้นที่ 5 หรือชั้นกลาง ถือว่าเป็นชั้นที่สำคัญที่สุด จะมีศาลาขนาดใหญ่ พระพุทธรูป กุฏิพระ และเป็นที่เก็บสังขารของพระอาจารย์ จวนด้วย พื้นที่สะอาดกว้างขวาง ดูแล้วร่มเย็นมาก เหมาะสำหรับการนั่งสวดมนต์ปฏิบัติธรรมสำหรับนักแสวงบุญ หรือผู้ที่ใฝ่หาความสงบ ตลอดตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายจุด เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ มีที่ให้นั่งพักสำหรับความอ่อนล้า ระหว่างทางเดิน เป็นระยะ ถ้าเดินมาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหารอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะแปลกและ น่าอัศจรรย์ที่สุดคล้าย ๆ กับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า คือ เป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ แต่ไม่ตกลงมา เพราะตั้งอยู่อย่าง ได้ฉากกับพื้นโลกพอดี ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร มองออกไปจะ เห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่าง ชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา ชั้นที่ 6 จะเป็นจุดชมวิวิที่สวยที่สุด ตลอดทางเดินจะเป็นหน้าผายื่นออกมาทำให้ในบางครั้งเวลาเดินต้องเบี่ยงตัวออกมาเล็กน้อย โดยแต่ละจุดก็จะมีชื่อของหน้าผาที่แตกต่างกัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ในช่วงฤดูหนาวจะ มีทะเลหมอก ลอยอยู่รอบ ๆ ยอดเขา ทำให้เหมือนอยู่บนสวรรค์ จากชั้นที่ 6 สู่ชั้นที่ 7 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขายาว 400 เมตร เกาะติดอยู่ริม หน้าผา สูงชันดูน่าหวาดเสียวอันตราย มีความยาว 400 เมตร สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และน่าชมที่สุดของชั้นนี้คือ ปากทางเข้าเมืองพญานาค ซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตคือ มีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัส กับหิน และมีบ่อน้ำเล็ก ๆ มีน้ำขังอยู่เกือบตลอดปี ชั้นที่ 7 จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก 2 ทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 7 ทางแรกเป็นทางชัน ต้องเกาะ เกี่ยวกิ่งไม้และรากไม้เดินลำบาก แถมยังมีป้ายบอกให้ "ระวังงู" ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอยู่มากบนยอดภูแห่งนี้ด้วย ควรใช้อีกทาง หนึ่งซึ่งเป็น ทางอ้อมต้อง เดินเวียนไปทางขวามือ แต่ก็จะมาบรรจบกันด้านบนชั้น 7 หรือดาดฟ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม่ทึบธรรมดา มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่


ตลาดสองฝั่งโขง (อ.บึงกาฬ) 
         ตลาดสองฝั่งโขง เป็นตลาดริมแม่น้ำโขง ที่มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งคนไทย และคนลาวข้ามฟากมาเปิดขายสินค้าในท้องถิ่นกันอย่างคึกคัก ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เสื้อผ้า ของกินพื้นถิ่น เดินเล่น ในบรรยากาศแบบพื้นบ้าน ติดตลาดเฉพาะวันอังคารกับวันศุกร์ จังหวัดบึงกาฬติดกับประเทศลาวเมืองปากซัน มีแม่น้ำโขงคั่นกลาง มีตลาดนัดไทย-ลาว ทุกวันอังคารและศุกร์ ตลาดนัดนี้ที่มักเรียกกันว่าตลาดลาว แต่จริงๆ มีทั้งคนไทยและคนลาว (คนไทยจะมากมากคนลาว)เอาของไปขาย บรรยากาศริมแม่น้ำโขงตรงข้ามกับปากซัน แขวงบริคำไชย ประเทศไทย ตลาดนี้มีสีสันน่าเดินเล่นไม่น้อย พาเที่ยวตลาดนัดไทยลาว จังหวัดบึงกาฬกันแล้ววันนี้ เริ่มต้นด้วยการเดินเล่นตลาดเช้าของชาวจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งไม่ค่อยแตกต่างจากตลาดเช้าของจังหวัดอื่นๆมากนัก แต่ที่สร้างสีสันให้จังหวัดบึงกาฬคือตลาดนัดลาว ทั้งคนไทยและคนลาวจะมาซื้อของขายของกันที่นี่ เป็นของป่า ของหายากจากฝั่งลาวที่บางครั้งเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ


น้ำตกเจ็ดสี (อ. บุ่งคล้า)
     น้ำตกเจ็ดสี น้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว สายน้ำไหลตกจากหน้าผาหินทรายแล้วแผ่กว้างออกสวยงามตระการตา ด้านล่างมีแอ่งน้ำสำหรับเล่นน้ำและโขดหินให้นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ น้ำตกเจ็ดสี เป็นน้ำตกอีกแห่งที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งสุดยอดน้ำตกที่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนบึงกาฬ นิยมมาเล่นน้ำกันมาก มีพื้นเล่นน้ำหลายจุด แบ่งเป็น 3ชั้นน้ำตก ในอาณาเขตที่กว้างใหญ่พอสมควรทีเดียว เมื่อเราเข้ามาถึงน้ำตกเจ็ดสีกันช่วงเที่ยง เป็นวันหยุดพักผ่อนที่มีคนมาเที่ยวกัน ลานด้านหน้าทางเข้าติดกับตัววัดแห่งหนึ่งชื่อว่าวัดถ้ำบูชา(วัดภูวัวน้ำตกเจ็ดสี) แต่จุดนี้เองที่มีลานจอดรถ มีป้ายที่ตั้งน้ำตกเจ็ดสี มีห้องน้ำบริการ และมีร้านอาหารด้วย การจอดรถบริเวณนี้ จอดกันบนลานหินครับ จากจุดนี้เดินเข้าไปถึงบริเวณนที่เล่นน้ำตก อีกประมาณ 800 เมตรครับ ก็จะถึงจุดเล่นน้ำจุดแรก (น้ำตกชั้นแรก) ที่ลานน้ำตกชั้นแรกนี้ มีนักท่องเที่ยวมานักปิคนิคกัน บางจุดเหมือนเป็นสไลเดอร์ธรรมชาติ จากน้ำตกชั้นที่1เราเดินต่อไปที่น้ำตกชั้นที่2 ระยะทางประมาณ 200เมตรเท่านั้น ซึ่งก็มีลักษณะเป็นลานหินน้ำตกเช่นเดียวกับชั้นแรก มีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำกันมากเช่นกัน เดินทางกันต่อเราจะขึ้นไปสำรวจน้ำตกชั้นที่3กันครับ ซึ่งเป็นชั้นที่สวยที่สุด และเป็นที่มาของชื่อน้ำตกเจ็ดสีด้วย ห่างจากลานน้ำตกชั้นที่2ประมาณ 200เมตร แต่เส้นทางที่จะขึ้นไปต้องมีปีนป้ายกันนิดนึง ตะลุยน้ำตกเปียกกันละครับจุดนี้กว่าจะถึงชั้นที่3 น้ำตกเจ็ดสีชั้นที่3 จะเป็นลักษณะผาน้ำตกขนาดใหญ่ และมีลานหินเล่นน้ำได้ เพราะน้ำไม่ลึก แม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝน ช่วงเวลาที่เมหาะในการเดินทางมาท่องเที่ยวก็คือช่วงฤดูฝนนี้ละครับ แต่เดิมน้ำตกเจ็ดสีมีชื่อเรียกว่า "น้ำตกกะอาม" เพราะเกินจากลำห้วยกะอามนั้นเอง ที่เรียกว่าน้ำตกเจ็ดสีนั้นมาจากแสงสะท้อนของละอองน้ำจากน้ำตกกับแสงแดดเห็นรุ้ง7สีนั้นเอง ระยะทางจากตัวเมืองบึงกาฬ ไปน้ำตกเจ็ดสี ประมาณ 53 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากวัดภูทอกเพียง 14 กิโลเมตรเท่านั้น การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับการไปวัดภูทอก ขับเลยตัวภูทอกไปอีกเล็กน้อยเท่านั้นจะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่น้ำตก รถเก๋งเข้าถึงได้สะดวก น้ำตกแห่งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ทุกวัน


น้ำตกตาดกินรี (อ. บึงโขงหลง)
          น้ำตกตาดกินรี  อยู่ในป่าภูลังกา เป็นน้ำตกใหญ่ไหลลงสู่หุบเหว น้ำตกชั้นบนไหลลดหลั่นกันไปตามลานหินกว้าง และมีแอ่งน้ำใสให้เราสามารถลงไปเล่นน้ำกันได้


วัดสว่างอารมณ์ (อ. ปากคาด)
          วัดสว่างอารมณ์ ภายในวัดมีโบสถ์อยู่บนก้อนหินใหญ่ หลืบถ้ำด้านล่างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ปางปรินิพพาน บริเวณด้านบนก้อนหินเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแม่น้ำโขง วัดสว่างอารมณ์ (วัดถ้ำศรีธน) วัดนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอปากคาด เป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบึงกาฬ เป็นวัดที่มีทิวทัศน์สวยงาม เต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ และเงียบสงบ มีโบสถ์ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ มีหลืบถ้ำด้านล่างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ปางปรินิพพาน บริเวณด้านบนก้อนหินเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำโขง วัดนี้มีประวัติความเป็นมาว่า เดิมบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชาวบ้านปากกล้วย ซึ่งอพยพมาจากแขวงเมืองปากซัน ประเทศลาว ขณะนั้นบริเวณนี้ยังเป็นป่าดงดิบรกทึบเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งในแต่ละปีจะมีพระธุดงค์ผ่านมาพำนักอยู่เป็นประจำ เพราะเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่เพื่อให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ครบองค์ประกอบต่อมาพระอธิการด่อน อินทสาโร หรือหลวงปู่ด่อน ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านปากคาดนับถือ ได้สร้างวัดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และเจริญมาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน เหตุที่เรียกกันอีกชื่อว่าวัดถ้ำศรีธนนั้นสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะว่าวัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับเมืองเป็งจานนครราช ซึ่งเป็นเมืองของท้าวศรีธนนั่นเอง


หาดทรายขาว (อ. บึงกาฬ)
         หาดทรายขาว เป็นหาดทรายขาวริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สวยงามระยะทางยาวประมาณ 2 กม. เมื่อยามเช้าและเย็นอากาศดีลมพัดเย็นสบาย และความสวยงามเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า “หาดสีดา” เป็นหาดทรายขาวสวยงาม มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ณ ริมแม่น้ำโขง บ้านหนองเดิ่นท่า หมู่ที่ 1 ต.หนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ เหมาะที่จะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีทิวทัศน์สวยงามรอบด้าน นอกจากบริเวณหาดทรายที่กว้างและยาวตามลำแม่น้ำโขงแล้ว ฝั่งตรงข้ามยังเป็นทิวเขาฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีป่าทึบทอดยาวไปตามแม่น้ำโขง ส่วนอีกด้านจะเป็นทิวเขาในเขตประเทศไทยที่เป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เรียกได้ว่า “หาดสีดา เป็นหาดทรายในหุบเขาที่มีความสวยงาม” ดังนั้นชาวอำเภอบุ่งคล้า จ.บึงกาฬ จึงได้จัดให้หาดสีดาเป็นแหล่งอนุรักษณ์ประเพณี วัฒนธรรมของไทยไว้ คือ ประเพณีงานสงกรานต์ จะมีการรดน้ำดำหัว ประกวดเทพีสงกรานต์ และความสนุกสนานด้านหน้าเวทีอีกมากมายตลอด 3 วันเต็ม (12-14 เมษายนของทุกปี) สำหรับการเดินทางสู่หาดสีดา สามารถเดินทางตามเส้นทางหลวงหมายเลข 212 บึงกาฬ – นครพนม ในช่วงกิโลเมตรที่ 171 – 172 ให้เลี้ยวซ้ายเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร โดยจะมีป้ายบอกชัดเจนไม่ต้องกลัวหลง


แก่งอาฮง (อ.บึงกาฬ)
      แก่งอาฮง เป็นแก่งหินกลางลำน้ำโขง บริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส บ้านอาฮง ตำบลหอคำ ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำบริเวณแก่งอาฮงจะไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็น รูปกรวยขนาดใหญ่ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น "สะดือแม่น้ำโขง" แม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮงมีความกว้างประมาณ300 เมตร ในฤดูน้ำลดและมีความกว้างราว 400 เมตร ในฤดูน้ำหลาก และจะสามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทุกปี และกลุ่มหินที่ปรากฎบริเวณแก่งอาฮงจะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอบึงกาฬและเป็นสถานที่ เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือ"บั้งไฟพญานาค" ในช่วงประเพณี ออกพรรษา จะมีนักท่องเที่ยวมาพักเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค บริเวณบ้านอาฮงเป็นจำนวนมาก จะมีมากในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ที่ปฏิทินไทย กับปฏิทินประเทศ สปป.ลาวตรงกัน และชาวบ้านโดยรอบยังอาศัยทำการประมงด้วย แก่งอาฮง หรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส ตำบลหอคำ เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวจังหวัด 21 กิโลเมตร ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่จัง สังเกตได้จากเมื่อมีวัสดุหรือซากไม้ขนาดใหญ่ลอยมาเมื่อถึงบริเวณนี้ สิ่งของต่างๆ จะหมุนวนอยู่ประมาณ 30 นาที จึงจะไหลต่อไป ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” มีความกว้างประมาณ 300 เมตร  ในฤดูน้ำลด มีความกว้างราว 400 เมตร สามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะมีกลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณ แก่งอาฮง จะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวชมหินสวยของบึงกาฬแล้ว ยังเป็นจุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “บั้งไฟพญานาค” ในช่วงออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เป็นจำนวนมาก ประวัติ วัดอาฮงศิลาวาส เมื่ออดีตกาลนานมาแล้วหลวงพ่อลุน ผู้ก่อตั้งวัดนี้ขึ้นมาในกลางป่าดงดิบปะปนกับโขดหินน้อยใหญ่ ซึ่งเป็นเทือกเขาเชื่อมโยงมาจากฝั่งประเทศลาว วัดนี้มีชื่อเรียกว่า “วัดป่าเลไลย” ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2506 หลวงพ่อลุนได้มรณภาพลงทำให้วัดนี้ไม่มีพระภิกษุอยู่จำวัดแบบถาวรเลย คงเหลือแต่ ชีแก่ๆ อยู่เฝ้าจำวัด และรักษาวัดกระทั่งปี พ.ศ.2517 ท่านเจ้าคุณนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อมหาสมาน สิริปัญโญ) ผ่านมาแวะเข้าไปดูบริเวณวัด และเห็นสภาพทั่วไปสงบร่มรื่น อยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งจะมีโขดหินเรียงรายอยู่ในแม่น้ำยื่นจากฝั่ง ออกไปสู่กลางลำน้ำโขง มีชื่อเรียกว่า ” แก่งอาฮง ” ต่อมาหลวงพ่อได้ปรึกษากับคณะพระภิกษุสงฆ์พร้อมญาติโยม จะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์และถาวร โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมและก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ที่มีความจำเป็นแก่พระ ภิกษุสามเณร และญาติโยม เสร็จแล้วหลวงพ่อตั้งชื่อวัดใหม่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมว่า “วัดอาฮงศิลาวาส” จนถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปในที่สุด

หนองกุดทิง (อ.บึงกาฬ)
          หนองกุดทิง แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งหนองคายที่ยังความเป็นธรรมชาติไว้อย่างแท้จริง ด้วยมีพื้นที่เชื่อมต่อแม่น้ำโขง ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความความหลากหลายทางชีวภาพจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก (พื้นที่แรมซาร์) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย หนองกุดทิง มีพื้นที่ราว 22,000 ไร่ มีสัตว์น้ำอาศัยอยูมากกว่า 250 สายพันธุ์ มีปลาที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกถึง 20 สายพันธ์ มีนกพันธุ์ต่างๆกว่า40 ชนิด เหมาะสำหรับการมาพักผ่อน ชื่นชมธรรมชาติในวันสบายๆ หนองกุดทิง  เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่มีความกว้างโดยเฉลี่ย  22,000  ไร่  ลึก 5-10 เมตร มีความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วยสัตว์น้ำกว่า  250  สายพันธุ์  มีปลาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่มีที่ใดในโลก  20  สายพันธ์    พืชน้ำกว่า  200  ชนิดเป็นที่ทำมาหากินของประชาชนในบริเวณนั้นกว่า  2,000  ครัวเรือน  มีนกพันธุ์ต่างๆกว่า  40  ชนิด  ด้วยความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลกแห่งที่สองของจังหวัดหนองคาย  และมีที่อนุรักษ์เด็ดขาดคือ ไม่ให้คนผ่านไป  เลี้ยงสัตว์ จับสัตว์ทุกชนิดในบริเวณนั้นมากกว่า  5  แห่ง  จึงมีนกและสัตว์น้ำอาศัยอยู่เพื่อเพาะพันธุ์อย่างมากมายตลอดทั้งปี   สถานที่ตั้งห่างจากอำเภอเพียง 1 กม. จากคำกล่าวขานถึงบึงกุดทิงเป็นภาษาอีสานว่า “อำเภอบึงกาฬ นี้มีกุดทิงบนดินดำน้ำชุ่ม ปลากุ่มบ่อนเหมือนแข่แกงหาง ปลานางบ่อนเหมือนขางฟ้าลั่น จั๊กจั่นฮ้องเหมือนฟ้าล่างบน” หลายคนได้ยินอาจสงสัย จะต่างจากหนองบึงในแบบเดียวกันอย่างไร แต่สำหรับชุมชนชาวกุดทิงแล้ว คำเหล่านี้มีความนัยมากมาย บึงแห่งนี้ให้กุ้งหอยปูปลากบเขียด ผืนป่าในกุดออกเห็ด หน่อไม้ พืชผักให้ชุมชนได้เข้าไปเก็บกินทุกเมื่อ วัวควายได้เล็มหญ้ารอบบึง นกน้ำและนกอพยพมาอาศัยหากิน ออกลูกหลานอยู่ตามธรรมชาติมากมาย ทุกชีวิตใช้ประโยชน์ในบึงใหญ่แห่งนี้ บึงกุดทิง พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งหนองคาย วันนี้ยังความเป็นธรรมชาติไว้อย่างแท้จริงด้วยความอุดมสมบูรณ์ของขนาดได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก (พื้นที่แรมซาร์) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งตรงกับวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World Wetland Day) ที่โรงเรียนบึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย มีงานรณรงค์ที่จะช่วยสื่อสารความเข้าใจและสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการอนุรักษ์ความเป็นธรรมชาติของกุดทิงให้อยู่คู่ชุมชนตลอดชั่วลูกชั่วหลาน อันเป็นเจตนารมณ์ของคนในพื้นที่ โดยการสนับสนุนของโครงการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนในประเทศไทยและลุ่มน้ำโขง WWF ประเทศไทย ภายในงานมีการเดินรณรงค์จากมุมมองของชุมชนต่าง ๆ รอบกุดทิง ทั้งบึงกาฬ โนนสมบูรณ์ และโคกก่อง เวทีการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่มีทั้งเรื่องคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ การอนุรักษ์ ปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ ฉายให้เห็นภาพความร่วมมือร่วมใจและเกิดเป็นความเข้มแข็งของชุมชน นำไปสู่การมีส่วนร่วมของชุมชนในกาฬ


update 05 พฤษภาคม 2558


<< กลับไปยังรายการข่าว

รถเช่าเลยบ้านเรา จองรถเช่า 0948745450     รถเช่าอุดรธานีบ้านเรา โทร 091-054-9050     รถเช่าบ้านเราเชียงคาน เช่ารถ โทร 094 874 5450     รถเช่าบ้านเราหนองบัวลำภู โทร 094-374-5230     รถเช่าบ้านเราหนองคาย โทร 094 874 5450     รถเช่าบ้านเราสว่างแดนดิน     รถเช่าบ้านเราสกลนคร โทร 094-283-5601     รถเช่าบ้านเราระยอง ติดต่อ 081-578-8089     รถเช่าบ้านเรามุกดาหาร โทร 094-512-4554     รถเช่าบ้านเราป่าพะยอม โทร 093-640-8307     รถเช่าบ้านเราบุรีรัมย์ โทร 094-283-5601     รถเช่าบ้านเราบึงกาฬ ติดต่อ 094-874-5450     รถเช่าบ้านเรานครพนม โทร 094-275-2803     รถเช่าบ้านเราชุมแพ โทร 063-404-4945     รถเช่าZ://ติและชมการใช้บริการของเรา (กรอกข้อมูล)     รถเช่าZ:// ระบบ สำนักงาน     รถเช่าMEMBERSHIP     รถเช่า@รถเช่าบ้านเรา(063-404-4945 รับสมัครรถร่วมเช่าที่บ้านเรา)