จะไปเที่ยวเวียงจันทน์ ต้องผ่านหนองคายซึ่งมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

รถเช่าสาขาหนองคาย

           
           แนะนำจังหวัดชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะเป็นประตูสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นที่ตั้งของสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก ที่เชื่อมโยงประเทศไทย-ลาวเข้าด้วยกัน ทำให้หนองคายในวันนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและด้วยความที่เป็นเมืองสงบเงียบ เรียบง่าย เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตพื้นบ้าน ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์ ทั้งยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ หลากหลายไปด้วยอาหารการกินและสินค้านานาชนิด มีโรงแรมที่พักมากมาย และการคมนาคมสะดวกสบาย เมืองริมโขงแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาเยี่ยมเยือนจังหวัดหนองคายมีเนื้อที่ประมาณ 7,332 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4.58 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 27 ของประเทศ และมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงมากที่สุดเป็นระยะทาง 320 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง มีพื้นที่เป็นคลื่นลอนชันและป่าธรรมชาติอยู่บ้าง และมีพื้นที่ราบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ส่วนทางทิศตะวันตกบริเวณเทือกเขาต่างๆ เป็นภูเขาสูงชันจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์เมืองหนองคายเริ่มขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว จากชุมชนเมืองเล็กๆ 4 เมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง คือ เมืองพรานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค และเมืองไผ่ (บ้านบึงค่าย) ซึ่งปัจจุบันยังพบซากโบราณสถานของเมืองต่างๆ เหล่านี้ได้ตามวัดต่างๆ บนเส้นทางเลียบริมแม่น้ำโขงสายท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2369 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฏ ไม่ยอมขึ้นกับไทย และได้ยกทัพมากวาดต้อนผู้คนในเขตแดนไทยกลับไปเป็นเชลย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาราชเทวียกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เจ้าเมืองยโสธร และพระยาเชียงสา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำศึกปราบกบฏจนได้รับชัยชนะ และสามารถจับกุมตัวเจ้าอนุวงศ์ลงมายังกรุงเทพฯ ได้สำเร็จต่อมาใน พ.ศ. 2370 รัชกาลที่ 3 จึงพระราชทานบำเหน็จให้ท้าวสุวอธรรมาสร้างเมืองขึ้นที่บ้านไผ่ เรียกชื่อว่า “เมืองหนองคาย” ตามชื่อของหนองน้ำใหญ่ทางทิศตะวันตกของเมือง และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุวอธรรมาขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองหนองคายใน พ.ศ. 2434 เมืองหนองคายได้เป็นสถานที่ตั้งของมณฑลลาวพวน และใน พ.ศ. 2436 เมื่อไทยเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส จึงได้มีการย้ายที่ทำการมณฑลไปตั้งที่บ้านหมากแข้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ได้จัดตั้งมณฑลอุดรขึ้นที่บ้านหมากแข้ง เมืองหนองคายจึงมีฐานะเป็นเมืองหนึ่งของมณฑลอุดรจนถึงปี พ.ศ. 2476 ได้มีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองหนองคายจึงได้แยกตัวออกมาจากมณฑลอุดร และมีฐานะเป็น “จังหวัดหนองคาย”

 
ตลาด ท่าเสด็จ

               ในอดีตก่อนที่จะมีการสร้างสะพานมิตรภาพไทย– ลาวท่าเรือของตลาดสินค้าอินโดจีนริมแม่น้ำโขงแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดผ่านแดนถาวรสำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) บริเวณนี้จึงมีเรือข้ามฟากสัญจรไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำโขงอย่างคึกคักคนท้องถิ่นจึงนิยมเรียกชื่อตลาดแห่งนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า“ตลาดท่าเรือ” ต่อมาในปี พ.ศ.2498 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” พร้อมด้วย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ” ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดหนองคายและได้เสด็จฯขึ้นจากเรือพระที่นั่ง ณ ท่าเรือของตลาดสินค้าอินโดจีนแห่งนี้ภายหลัง “ตลาดท่าเรือ” จึงได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น “ตลาดท่าเสด็จ” และเรียกติดปากกันมาจนปัจจุบัน ตลาดท่าเสด็จ เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ในแถบอินโดจีนและยุโรปตะวันออกมีทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง อาหารแปรรูป และข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องครัว เปิดจำหน่ายทุกวันเวลา 07.00-18.30 น. มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้ามากมาย


แดงแหนมเนือง

            มาหนองคายก็อย่าลืมร้านนี้ครับ แดง แหนมเนือง ร้านนี้ขอบอกว่าเด็ดครับ ของอร่อยครับ อยู่ท่าเสด็จ ติดแม่น้ำโขงร้านแดงแหนมเนือง ถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดหนองคาย ใกล้เคียงกับปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค หากนักท่องเที่ยวไปถึงเมืองชายแดนริมแม่น้ำโขง แต่ไม่เห็นบั้งไฟพญานาคและไม่ได้ไปกินอาหารเวียดนามที่ร้านแดงแหนมเนือง ถือว่าไปไม่ถึงจังหวัดหนองคาย  เป็นอาหารเวียดนามที่ดัดแปลงสูตรจากต้นตำรับอาหารเวียดนามโบราณ โดยพลิกแพลงส่วนผสมให้ถูกลิ้นคนไทย แต่ยังคงความเป็นอาหารเวียดนามโบราณเอาไว้    ร้านแดงแหนมเนือง ตั้งอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในตัวเมืองจังหวัดหนองคาย ท่านจะสามารถสัมผัสกับบรรยากาศอันสวยงามของแม่น้ำโขงและเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าในแบบต่างๆ ได้


น้ำตกวังน้ำมอก   

          อยู่ในเขตวังน้ำมอก ตำบลพระพุทธบาท เป็นน้ำตกสูง 30 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของหมุ่บ้าน เลยเขตเทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่ออกไปทางอำเภอสังคม ประมาณ 28 กิโลเมตร ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 20 เมตร จะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่หมู่บ้านวังน้ำมอก ระยะทางจากทางแยกเข้าสู่น้ำตกประมาณ 7 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์จนถึงตัวน้ำตกได้โดยไม...  หากเอ่ยถึงจังหวัดหนองคายอีกหนึ่งจังหวัดที่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย นอกจากนี้แล้วจังหวัดหนองคายยังเป็นที่รู้จักเกี่ยวกับจุดชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา ซึ่งมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆปีอีกด้วยค่ะ   น้ำตกวังน้ำมอก คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆของจังหวัดหนองคาย โดยน้ำตกนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย โดยหมู่บ้านที่อยู่ใกล้น้ำตกมากที่สุดก็คือหมู่บ้านวังน้ำมอก หมู่บ้านโฮมสเตย์เล็กๆที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาที่สวยงาม  น้ำตกวังน้ำมอก เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของหมุ่บ้าน เลยเขตเทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่ออกไปทางอำเภอสังคม ประมาณ 28 กิโลเมตร ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 20 เมตร จะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่หมู่บ้านวังน้ำมอก ระยะทางจากทางแยกเข้าสู่น้ำตกประมาณ 7 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์จนถึงตัวน้ำตกได้โดยไม่ต้องเดินเท้า  โดยบริเวณน้ำตกมีแนวสันภูเป็นผาหินมีลักษณะแปลกตาสวยงามมาก ธารน้ำไหลระยะทางลดหลั่นกันไป ตอนล่างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่และลานหิน สามารถลงเล่นน้ำและอาบน้ำได้ ช่วงเวลาที่มีน้ำได้แก่ ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวที่สุด  ประกอบกับผู้คนที่มาท่องเที่ยวสามารถพักค้างคืน (โฮมสเตย์) และเดินเที่ยวป่า รวมทั้งยังร่วม พิธีบายศรีสู่ขวัญ และซุมข้าวแลง (กินข้าวเย็นด้วยกัน) ซึ่งเป็นประเพณีของชาวบ้านวังน้ำมอกในการต้อนรับกับคนแปลกถิ่นที่มาเยือน จึงสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างดี อาหารพื้นบ้านที่ท่านจะได้ลิ้มรส อันได้แก่ แกงหน่อไม้ ตำสับปะรด ปลาทอดสมุนไพรกรอบ ฯลฯ   การเดินทางไปวังน้ำมอก เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 211 หนองคาย-เชียงคาน ผ่านอำเภอท่าบ่อ และศรีเชียงใหม่ เลี้ยวซ้ายตรงทางเข้าบ้านลุมพินี และน้ำตกวังน้ำมอก ระหว่าง กม. 63-64 ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 200 เมตร จากปากทางเข้าไปอีก 6 กม. เลี้ยวขวาตรงสถานีอนามัยห้วยไฮ วิ่งไปอีก 3 กม. ผ่านศูนย์พัฒนาลุ่มน้ำทอน ผ่านโรงเรียนบ้านวังน้ำมอก ข้ามสะพาน ด้านซ้ายมือก็ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว


น้ำตกธารทอง

             น้ำตกธารทองอยู่ในเขตบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง การเดินทางใช้เส้นทางหนองคาย-ศรีเชียงใหม่-สังคม (ทางหลวงหมายเลข 211) ผ่านบ้านไทยเจริญ แล้วต่อไปบ้านผาตั้ง น้ำตกธารทองจะอยู่ริมทางด้านขวามือ บริเวณหลักก.ม.ที่ 74 ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 11 กม. รวมระยะทางห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 83 กม. น้ำตกธารทอง เป็นน้ำตกซึ่งตกจากหน้าผาสูงประมาณ 30 เมตรเป็นระยะลดหลั่นกันไป ตอนล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่และลานหินน้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขง ในแอ่งน้ำสามารถลงไปเล่นน้ำและอาบน้ำได้ ช่วงเวลาที่มีน้ำได้แก่ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม อยู่ในเขตบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง การเดินทางใช้เส้นทางหนองคาย-ศรีเชียงใหม่-สังคม (ทางหลวงหมายเลข 211) ผ่านบ้านไทยเจริญ แล้วต่อไปบ้านผาตั้ง บริเวณหลัก กม.ที่ 74 ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 11 กิโลเมตร น้ำตกธารทองจะอยู่ริมทางด้านขวามือ ส่วนด้านซ้ายมือของถนนเป็นบริเวณลานจอดรถ น้ำตกธารทองมีลักษณะเป็นธา...น้ำตกธารทองอยู่ในเขตบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลไปตามลานหิน มีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ ก่อนจะลดระดับเกิดเป็นชั้นน้ำตกเล็ก ๆ เป็นระยะลดหลั่นกันไปประมาณ 30 เมตรและไหลลงสู่ลำน้ำโขงในที่สุด ช่วงเวลาที่มีน้ำมากเหมาะแก่การมาเที่ยวชม คือระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม บริเวณโดยรอบเป็นสวนรุกขชาติมีป่าไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น น้ำตกธารทองไม่ห่างจากถนนเส้นหลัก มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลไปตามลานหิน มีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ ก่อนจะลดระดับเกิดเป็นชั้นน้ำตกเล็ก ๆ เป็นระยะลดหลั่นกันไปประมาณ 30 เมตรและไหลลงสู่ลำน้ำโขงในที่สุด ช่วงเวลาที่มีน้ำมากเหมาะแก่การมาเที่ยวชมคือระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม บริเวณโดยรอบเป็นสวนรุกขชาติมีป่าไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก ช่วงวันหยุดจะมีร้านค้าจากชาวบ้านจำนวนมากนำสินค้าการเกษตรมาจำหน่าย รวมถึงร้านอาหารก่อนทางลงไปน้ำตำก็มีมากเช่นกัน นักท่องเที่ยวท่านใดจะทานอาหารก็สามารถทานได้ที่ร้านอาหารก่อนทางลงน้ำตก โดยบริเวณน้ำตกห้ามนำอาหารลงไปรับประทาน สวนรุกขชาติน้ำตกธารทอง มีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ลาดเชิงเขา มีลำ ห้วยไซงัวไหลผ่านเป็นลำ ธารน้ำ ตกธารทองแล้วไหลลงแม่น้ำ โขง ส่วนน้ำ ตกจะมีน้ำ ไหลเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน ขึ้นอยู่กับสภาพลมมรสุมในแต่ละปี สภาพป่าเป็นป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ บางพื้นที่ผ่านการทำ ไร่มาก่อน มีพรรณไม้เด่นขนาดไม่ใหญ่นัก ได้แก่ กระบก ตะแบก มะพอก ประดู่ป่า เป็นต้น และมีป่าไผ่ขึ้นทดแทนป่าเดิม การเดินทางใช้เส้นทางหนองคาย-ศรีเชียงใหม่-สังคม (ทางหลวงหมายเลข 211) ผ่านบ้านไทยเจริญ แล้วต่อไปบ้านผาตั้ง (ทางหลวงหมายเลข 2186) บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 74 ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 11 กิโลเมตร น้ำตกธารทองจะอยู่ริมทางด้านขวามือ ส่วนด้านซ้ายมือของถนนเป็นบริเวณลานจอดรถ


น้ำตกธารทิพย์      

                อยู่เลยอำเภอสังคมไปประมาณ 9 กิโลเมตร โดยเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 211 ถึงบริเวณ กม. 97-98 มีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อถึงลานจอดรถต้องเดินเท้าอีก 100 เมตรจึงถึงตัวน้ำตก น้ำตกธารทิพย์ เป็นน้ำตกที่สูงและสวยงามท่ามกลางป่าเขียวขจี แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ด้านล่างเป็นน้ำตกชั้นแรกสูงป..."น้ำตกธารทิพย์" หรือชื่อเรียกอีกนัยหนึ่งว่า "น้ำตกหมูบูด" เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และชาวเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะสภาพตัวน้ำตก เป็นน้ำตกชั้นเดียว สูงประมาณ 26 เมตร กว้างราว 30 เมตร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สวยงามตระการตา และยังเป็น ต้นน้ำของห้วยน้ำคล้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดธารน้ำไหล จนกลายเป็นน้ำตก ชั้นเล็กๆ ลดหลั่นไป ตลอดสาย ขณะเดียวกันตามลำธารดังกล่าว ยังเต็มไปด้วย ตาดน้ำ แก่งหิน ลดหลั่นกันไปเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร จนแลดูสวยงาม และเต็มไปด้วยบรรยากาศ ของกลิ่นไอธรรมชาติ ที่ร่มรื่น ชื่อ "น้ำตกธารทิพย์" นั้น ถูกตั้งขึ้นตามชื่อ หมู่บ้านธารทิพย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่า บ้านหมูบูด สาเหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ เพราะมีเรื่องเล่าว่า มีหญิงสาวของ หมู่บ้านนี้ แต่งงานกับ หนุ่มบ้านอื่น โดยมีการเตรียม จัดงานเลี้ยงรื่นเริงกัน และมีการฆ่าหมูฆ่าไก่มา เตรียมทำอาหารรับประทานกัน แต่ปรากฎว่าสาวบ้านนี้ รอเท่าไหร่ หนุ่มก็ไม่มากระทั่งเวลา ผ่านเลยไปจนหมูที่เตรียมไว้ทำอาหารเกิด อาการบูดเสียขึ้น จนกลายเป็นที่มาของชื่อ หมู่บ้านและน้ำตกแห่งนี้ ต่อมาภายหลังได้มีการ เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ ทำให้ชื่อน้ำตกพลอยได้รับการเปลี่ยนตามไปด้วย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 กรมป่าไม้ อนุมัติให้จัดตั้งเป็น "วนอุทยานน้ำตกธารทิพย์" โดยมีพื้นที่ ครอบคลุม ประมาณ 8,750 ไร่ หรือ 12 ตารางกิโลเมตรความโดดเด่นของ น้ำตกธารทิพย์นั้น นอกจากจะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ แล้วสภาพโดยรอบน้ำตกยังเต็มไปด้วย ป่าไม้นานาพรรณทั้ง ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ขณะเดียวกันสภาพป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ ค่อนข้างมาก สำหรับเส้นทางเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกธารทิพย์นั้น จากป้อมเจ้าหน้าที่ วนอุทยานฯไปถึงตัวน้ำตกมีระยะทางยาว 1.2 กิโลเมตร และตลอดเส้นทางจะมีจุด ให้ศึกษาธรรมชาติ และระบบนิเวศน์โดยตลอด ส่วนสายน้ำที่ไหลตกจากหน้าผา จนทำให้กลายเป็นน้ำตกนั้น เนื่องจากเป็นน้ำที่เกิดจากน้ำผุด จึงทำให้มีน้ำไหล ต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี โดยเฉพาะแอ่งน้ำใต้ น้ำตกนั้นมีสภาพไม่ลึกจัด ทั้งที่เป็นแอ่งใหญ่ มีหาดทราย ทำให้ผู้ที่เดินทางไปเยือนมัก จะอดไม่ได้ที่ต้องลงไปสัมผัส กับสายน้ำที่เยือกเย็นของน้ำตกแห่งนี้ นอกจากนี้มีน้ำตกอื่นเป็นองค์ประกอบ สำคัญประกอบน้ำตกขั้นบันได ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยงามไม่แพ้กัน เนื่องจากสายน้ำที่ไหล ตกกระทบกับแก่งหิน ในลักษณะที่เป็นขั้นบันได จำนวนกว่า 10 ขั้น ทำให้น้ำตกขั้นบันไดเป็นน้ำตก ที่ได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยวไม่แพ้กัน โดยเส้นทางไปน้ำตกขั้นบันได จะมีเส้นทางเดินเท้าแยกจากเส้นทางไปน้ำตกธารทิพย์ ระยะทางราว 400 เมตร แต่ทางขึ้นจะค่อนข้างลำบาก เพราะทางลาดชัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายบรรดานักท่องเที่ยว ห่างจากที่ทำการวนอุทยานราว 5 กิโลเมตรสถานที่น่าสนใจในเขตวนอุทยานฯศูนย์นิทรรศการ เป็นศูนย์ที่ให้ข้อมูลความรู้พื้นฐาน อยู่ที่ทำการวนอุทยานน้ำตกธารทิพย์แก่งน้ำวิ่ง เป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสวยงาม แก่งนี้มีสายน้ำไหลซัดเซาะไปตามหิน สามารถลงเล่นน้ำได้แก่งมะเดื่อ ที่แก่งนี้มีต้นมะเดื่อจำนวนมาก มีโขดหินที่โผล่อยู่กลางสายน้ำไหลกระทบกันตาดชมพู่ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ มีลานหินกว้างและมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำแก่งผาเอียง มีลักษณะคล้ายผาเอียงย้อนกลับคืน มีลานกว้างสามารถลงเล่นน้ำได้ สายน้ำไหลซัดเซาะเลี้ยวไปตามโขดหินน้ำตกธารทิพย์ อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีชั้นเดียวและสวยงาม สูงประมาณ ๒๖ เมตร กว้าง ๓๐ เมตร มีน้ำไหลตลอดปี เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจวังน้ำริน มีลักษณะคล้ายรูปหัวช้าง เป็นแหล่งกำเนิดเฟิร์นชนิดต่าง ๆ เช่น เฟิร์นรังนก เฟิร์นก้านดำ อยู่ใกล้จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพด้านบนของน้ำตกธารทิพย์ได้ชัดเจนทางวนอุทยานฯ ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางจะได้พบเห็นนก และผีเสื้อชนิดต่าง ๆ ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดิน ๓ ชั่วโมง  

 
เกล็ดพญานาคริมโขง วัดผาตาเสื้อ

            จากจ.อุดร เราก็ข้ามจังหวัดมายังหนองคาย 1 ชั่วโมงจากวัดป่าภูก้อนในช่วงบ่ายสามโมงเราก็มาถึงวัดผาตากเสื้อ เพื่อมาชมปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ  เกล็ดพญานาคริมโขง ก่อนถึงวัดเพียงเล็กน้อยจะมีจุดชมวิวสามารถเห็นริ้วลายของดินที่คล้ายกับเกล็ดพญานาคในยามน้ำลดได้อย่างชัดเจนแบบไม่มีต้นไม้หรืออะไรมาบัง มองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านนั้นก็คือ ประเทศลาวความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นได้อย่างน่าพิศวง ซึ่งเราจะพบเห็นได้ในช่วงฤดูแล้งยามน้ำลด นอกจากริ้วลายรูปเกล็ดพญานาคแล้ว ริ้วของสันทรายในบ้างช่วงก็สวยงามแปลกตาไม้แพ้กัน  ถ้าเราเคยนั่งรถเที่ยวชมวิวจังหวัดริมฝั่งของในช่วงน้ำลด เราก็จะได้เห็นภาพของสันทรายแบบนี้อยู่บ่อยๆ จากจุดชมวิว ไปต่ออีกนิดเดียวก็จะถึงจุดชมวิวของ วัดผาตากเสื้อ มีจุดชมวิวของวัดอีกหนึ่งจุดมองไปทางซ้ายมือจะมองเห็นวิวแม่น้ำโขงวาดยาวโค้งเป็นคุ้งน้ำ กลางแม่น้ำมีเกาะ ขนาดใหญ่ ตรงจุดนี้สามารถมองเห็นริ้วรายของเกล็ดพญานาคได้เช่นกันแต่อาจไม่ชัดเจนเท่าจุดชมวิวที่ผ่านในจุดแรก

 
ศาลาแก้วกู่ จังหวัดหนองคาย

            ทุกคนที่มาเที่ยวหนองคายคาดว่าคงไม่พลดาที่จะมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้ครับ ห่างจากตัวเมืองหนองคายไปทางโพนพิสัยราวสองถึง 2-3 กิโลเมตร อยู่ในตัวเมืองเลยครับ สถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมไปเยือนกันทั้งในและนอกเทศกาล ภายในวัด ศาลาแก้วกู่ บรรยากาศน่าเกรงขามากครับ พื้นที่กลางแจ้งหรือที่หลายคนยกให้เป็น “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” มีสิ่งที่ เรียกว่า “ปูชนียวัตถุและพุทธปูชนียสถานเทวาลัย” คือรูปปั้นพิสดารพันลึกมากมาย อาทิ รูปปั้นปางพระอิศวร – พระอุมาเสวยสุข ปางพระพุทธเจ้าเสด็จหนี ออกบรรพชา ปางทรงศึกษาที่ธรรมะกับพระฤาษี ปางกามเทพ (คิวปิต) ปางฤาษีแก้วกู่อะธามา ปางพระขันทกุมาร ฯลฯ เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก็จะทำพิธีอัญเชิญเทพเทวามาสถิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีรูปปั้นเล่าเรื่องต่างๆ อีกมาก ทั้งรูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รามเกียรติ์ ตำนานพื้นบ้านเช่นท้าวฮุ่งท้าวเจือง รูปปั้นราหูอมจันทร์ ฯลฯ จนถึงปัจจุบันเมื่อรวมรูปปั้นทั้งเล็กใหญ่แล้วว่ากันว่ามีไม่น้อยกว่าหลักพัน ที่ฐานของเทวรูปและรูปปั้นต่างๆ จะมีคำบรรยายจารึกไว้ซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษาอีสาน และส่วนที่เรียกว่า “ปริศนาธรรม” บางคนนิยมมาเที่ยวชมที่นี่เหมือนมาเที่ยวชมภาพจำลองนรก-สวรรค์ และดินแดนรวมแห่งทุกศาสนา ทั้งนี้ทางสำนักยังคงมีแผนจะดำเนินการก่อสร้างไปอีกเรื่อยๆ ตามกาลเวลาและศรัทธา และตามคำสอนของปู่เหลือที่ว่าทุกศาสนาผสมผสานกันได้ และปรารถนาให้ที่แห่งนี้เป็น “เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง” ชาวหนองคายหลายคนเรียกที่นี่ว่า “วัดแขก” คนไกลหลายคนอาจจะคุ้นชื่อ “ศาลาแก้วกู่”  ศาลาแก้วกู่สร้างขึ้นโดย “ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์” หรือ “ปู่เหลือ” ( พ.ศ. 2476 – 2539 ) ซึ่งมีประวัติชีวิตและผลงานอัศจรรย์ โดยย่อ ดังนี้ นางคำปลิว สุรีรัตน์ (พี่สาวคนโตของปู่เหลือ) ชาวหนองคาย แต่งงานได้ระยะหนึ่ง ฝันว่ามีชีปะขาวนำ นาคมรกตมามอบให้ แต่บอกว่าอีก 7 เดือนค่อยไปรับมาเป็นของตน ต่อมาแม่ตั้งท้องลูกคนที่เจ็ด ในวัยสูงอายุและหมดประจำเดือนแล้ว และคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 7 เดือน ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิตในฝัน นางคำปลิวและสามี จึงรับน้องชายมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่แรกเกิด ด.ช.บุญเหลือชอบเข้าวัดมาแต่เด็ก พออายุได้หกขวบนางคำปลิวเสียชีวิตลง สามีนางคำปลิวมีภรรยาใหม่ ด.ช.บุญเหลือจึงกลับไปอยู่กับ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่มักขัดขวางห้ามปรามผู้ใหญ่ในทางบาปต่างๆ จึงไม่เป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง ครั้นอายุ 12 ปี ทนความกดดัน รอบข้างไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านรอนแรม ไปจนพบสำนักอาศรมแก้วกู่ในเขตแดนลาว และได้ฝากตัวศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมอยู่กับ พระมุนีที่นั่น จนอายุครบ 20 ปี พระมุนีจึงให้ออกจากสำนัก ไปจาริกแสวงบุญโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล เมื่ออายุ 30 ปี จึงได้กลับมาปรนนิบัติตอบแทนคุณในวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่ ก่อนแม่สิ้นบุญในปี 2507 ได้มอบที่ดิน 8 ไร่ ณ บ้านเชียงควาน เมืองท่าเดื่อ เวียงจันท์ ไว้เป็นมรดก ปี พ.ศ. 2513 ปู่เหลือได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวสร้างเป็น “ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา” พุทธศาสนิกชนทั้งในภาคพื้นยุโรป และเอเชียเลื่อมใสมาก แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตในราชอาณาจักรลาวเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่จึงพาลูกศิษย์ข้ามโขงมา และรวมกันจัดตั้งเป็น “พุทธมามกสมาคมจังหวัดหนองคาย” โดยกรมการศาสนารับรองให้ในปี พ.ศ. 2519 ปี พ.ศ. 2521 สานุศิษย์ได้จัดซื้อที่ดินราว 41 ไร่ ในเขตบ้านสามัคคี ต.หาดคำ ถวายให้เป็นที่ตั้งสำนักจวบจนปัจจุบัน ต้นปี พ.ศ.2527 ปู่เหลือถูกใส่ความ และมีผู้ไปแจ้งตำรวจตั้งข้อหาฉกรรจ์ (ซึ่งทางสำนักขอสงวนไว้) ต้องอยู่ในเรือนจำจนถึง ปลายปี 2529 เมื่อออกมาแล้วก็สร้างเทวรูป อีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ และทั้งขนาดที่สูงถึง 33 เมตร เมื่อสร้างทั้งพุทธรูปและเทวรูปถึง 209 ปางแล้ว ก็สร้างศาลาแก้วกู่หลังใหม่ โดยรื้อหลังเก่า (พ.ศ.2523 – 2538) ที่ทรุดโทรมลง ขณะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ปู่เหลือก็ล้มป่วย และต่อมาได้เสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม 2539


หลวงพ่อพระใส

          หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณ์งดงามมาก ขนาดหน้าตัก กว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สวนสูงจากพระสงฆ์เบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว ของชางไม้ ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย(พระอารามหลวง) เป็นพระพุทธรูปที่ชาวจังหวัดหนองคายนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากและเป็น ที่เคารพสักการะอย่างยิ่ง ตามประวัติกล่าวไว้ว่า พระธิดาสามพี่น้องของกษัตริย์ล้านช้าง (บางท่านเชื่อว่า เป็นธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช) ได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปประจำพระองค์ขึ้น 3 องค์ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา แล้วขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามว่า พระสุก พระเสริม และพระใส มีขนาดลดกันตามลำดับ พระสุกนั้นเป็นพระประจำพี่ผู้ใหญ่ พระเสริมประจำคนกลาง ส่วนพระใสประจำคนสุดท้อง หลังสร้างเสร็จพระสุก พระเสริม และพระใส ได้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองหลวงอาณาจักรล้านช้าง มาช้านาน คราใดที่เกิดสงครามบ้านเมืองไม่สงบสุข ชาวเมืองก็จะนำพระพุทธรูปทั้งสามไปซ่อนไว้ที่ภูเขาควาย หากเหตุการสงบแล้วจึงนำกลับมาไว้ดังเดิม ส่วนหลักฐานที่ว่าประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเวียงจันทน์ตั้งแต่เมื่อใดนั้นยังไม่มีปรากฏแน่ชัด ทราบเพียงว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ขึ้นที่เมืองเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำลายเมืองเวียงจันทน์เสียสิ้น จึงให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ได้เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ เมื่อเมืองเวียงจันทน์สงบแล้ว จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใสมาที่จังหวัดหนองคาย มีคำบอกเล่าว่า คราที่อัญเชิญมานั้น ไม่ได้อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์โดยตรงแต่อัญเชิญมาจากภูเขาควาย ซึ่งชาวเมืองนำไปซ่อนไว้ การอัญเชิญนั้นได้ประดิษฐานหลวงพ่อทั้งสามไว้บนแพไม้ไผ่ล่องมาตามลำน้ำงึม เมื่อล่องมาถึงเวินแท่นได้เกิดอัศจรรย์ คือ แท่นของพระสุกได้แหกแพจมลงในน้ำ โดยเหตุที่มีพายุแรงจัดพัดแพจนเอียงชะเนาะที่ขันพระแท่นติดกับแพไม่สามารถที่จะทนน้ำหนักของพระแท่นไว้ได้ บริเวณนั้นจึงชื่อว่า “เวินแท่น” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระเสริม วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร อัญเชิญมาจากกรุงเวียงจันทน์ ครั้นล่องแพต่อมาจนถึงแม่น้ำโขง ตรงปากงึม เฉียงกับบ้านหนองกุ้ง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ได้บังเกิดฝนฟ้าคะนอง พระสุกได้แหกแพจมลงในน้ำ ท้องฟ้าที่วิปริตต่างๆ จึงหายไป บริเวณนั้นจึงได้ชื่อ “เวินสุก”ตั้งแต่นั้นมา ด้วยเหตุข้างต้น การอัญเชิญครั้งนี้จึงเหลือแต่พระเสริม และพระใสมาถึงหนองคาย สำหรับพระใสนั้นได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ วัดโพธิ์ชัย ส่วนพระเสริมได้ อัญเชิญไปไว้ยังวัดหอก่อง หรือวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ และพระสุก ได้สร้างองค์จำลองไว้ที่วัดศรีคุณเมือง ณ ปัจจุบัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขุนวรธานีและเจ้าเหม็น (ข้าหลวง) อัญเชิญพระเสริมจากวัดโพธิ์ชัยลงไปยังกรุงเทพฯ ขุนวรธานีจะอัญเชิญพระใสไปพร้อมกับพระเสริมด้วย แต่เกิดปาฏิหาริย์ โดยพราหมณ์ผู้อัญเชิญนั้นไม่สามารถขับเกวียนนำพระใสไปได้ แม้จะใช้กำลังคนหรืออ้อนวอนอย่างไรก็ตาม จนในที่สุดเกวียนได้หักลง เมื่อหาเกวียนใหม่มาแทนก็ไม่สามารถเคลื่อนไปได้อีก จึงปรึกษาตกลงกันว่าให้อัญเชิญพระใสมาไว้ที่วัดโพธิ์ชัยแทนพระเสริม ซึ่งอัญเชิญไปกรุงเทพฯ เมื่ออธิษฐานดังกล่าวพอเข้าหามเพียงไม่กี่คนก็อัญเชิญพระใสมาได้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงลงความเห็นเกี่ยวกับพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ว่า เป็นพระพุทธรูปล้านช้างที่งดงามยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ และทรงสันนิษฐานเรื่องการสร้างเป็น 2 ประการ คือ อาจจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากเมืองหนึ่งเมืองใดทางตะวันออกของอาณาจักรล้านช้าง และต่อมาตกอยู่ในเขตล้านช้าง หรืออาจสร้างขึ้นในเขตล้านช้างโดยฝีมือช่างลาวพุงขาว หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมือง ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งมีฐานะเป็นวัดอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง ห่างจากตัวเมืองหนองคายไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตามทาง หลวงหมายเลข 212 ทางไป อ.โพนพิสัย วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก หน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากพระชงฆ์เบื้อล่างถึงยอดพระเกศ ๔ คืบ ๑ นิ้วของช่างไม้

 
วัดศรีชมภูองค์ตื้อ

           เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ อยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทอง ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3.29 เมตร สูง 4 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนพระพุทธรูปองค์นี้ได้ก่อสร้างมาแต่ดึกดำบรรพ์มีพระรูปงดงามน่าเลื่อมใส สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองเมืองเวียงจันทร์ พระสงฆ์ในวัดศรีชมภูองค์ตื้อได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ลงมติจะหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นในบ้านน้ำโมง (เดิมเรียกว่าบ้านน้ำโหม่ง) เพื่อเป็นที่เคารพสักการะแก่อนุชนรุ่นหลังต่อ ๆ มา เมื่อตกลงกันแล้วจึงได้ชักชวนบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อเรี่ยไรทองเหลืองบ้าง ทองแดงบ้าง ตามแต่ผู้ที่มีจิตศรัทธาจากท้องที่อำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ได้ทองหนักตื้อหนึ่ง (มาตราโบราณภาคอีสานถือว่า 100 ชั่งเป็นหมื่น 10 หมื่นเป็นแสน 10 แสนเป็นล้าน 10 ล้านเป็นโกฏิ 10 โกฏิเป็นหนึ่งกือ 10 กือเป็นหนึ่งตื้อ) พระสงฆ์และชาวบ้านจึงพร้อมกันหล่อ เป็นส่วน ๆ ในวันสุดท้ายเป็นวันหล่อตอนพระเกศ ในตอนเช้าได้ยกเบ้าเทแล้วแต่ไม่ติด เมื่อเอาเบ้าเข้าเตาใหม่ ทองยังไม่ละลายดีก็พอดีเป็นเวลาจวนพระจะฉันเพล พระทั้งหมดจึงทิ้งเบ้าเข้าเตาหรือทิ้งเบ้าไว้ในเตาแล้วก็ขึ้นไปฉันเพลบนกุฏิฉันเพลเสร็จแล้วลงมาหมายจะเทเบ้าที่ค้างไว้กลับปรากฏเป็นว่ามีผู้เทติด และตอนพระเกศสวยงามกว่าที่ตอนจะเป็น เป็นอัศจรรย์สืบถามได้ความว่า (มีชายผู้หนึ่งนุ่งห่มผ้าขาวมา


update 06 พฤษภาคม 2558


<< กลับไปยังรายการข่าว

รถเช่าเลยบ้านเรา จองรถเช่า 0948745450     รถเช่าอุดรธานีบ้านเรา โทร 094-512-4554     รถเช่าบ้านเราเชียงราย 0945124554     รถเช่าบ้านเราเชียงคาน เช่ารถ โทร 094 874 5450     รถเช่าบ้านเราหนองบัวลำภู โทร 0948745450     รถเช่าบ้านเราหนองคาย โทร 094 874 5450     รถเช่าบ้านเราสว่างแดนดิน     รถเช่าบ้านเราสกลนคร     รถเช่าบ้านเราระยอง     รถเช่าบ้านเรามุกดาหาร     รถเช่าบ้านเราป่าพะยอม โทร 093-640-8307     รถเช่าบ้านเราบุรีรัมย์     รถเช่าบ้านเราบึงกาฬ ติดต่อ 094-874-5450     รถเช่าบ้านเรานครพนม โทร 094-275-2803     รถเช่าบ้านเราชุมแพ โทร 094-874-5450     รถเช่าZ://ติและชมการใช้บริการของเรา (กรอกข้อมูล)     รถเช่าZ:// ระบบ สำนักงาน     รถเช่าMembership 5 เมืองนครพนม โทร 094-512-4554     รถเช่าMembership 4 เมืองอุดรธานี โทร 094-512-4554     รถเช่าMembership 1 สนามบินอุดรธานี โทร 094-512-4554     รถเช่าMEMBERSHIP     รถเช่า@รถเช่าบ้านเรา(063-404-4945 รับสมัครรถร่วมเช่าที่บ้านเรา)